Breaking News
Home / ข่าวบอลโลก / หลุยส์ ซัวเรส หลังการกัด จอร์โจ้ คิเอลลินี่ ชี้ มันคือฝันร้าย

หลุยส์ ซัวเรส หลังการกัด จอร์โจ้ คิเอลลินี่ ชี้ มันคือฝันร้าย

หลุยส์ ซัวเรซ กองหน้าจอมโหดชาว อุรุกวัย ของทีม “เจ้าบุญทุ่ม” บาร์เซโลน่า หวังว่าเขาจะสร้างประวัติศาสตร์ที่ดีกับทีมชาติได้ในศึกฟุตบอลโลกครั้งที่ 3 ของตัวเองหลังจากที่ 2 ครั้งก่อนหน้านี้เขาทำให้มันจบลงด้วยความน่าอับอาย

เดิมพันในบอลโลกที่ 188Bet

กองหน้าของทีมจอมโหดรายนี้ใช้เวลาลงสนามเพียง 178 นาทีในศึกฟุตบอลโลกปี 20114 ที่ประเทศ บราซิล แต่แน่นอนว่ากองหน้ารายนี้ก็ได้ใช้ความพยายามอย่างมากในการพาทีมชาติ อุรุกวัย ก็ก่อวีรกรรมฉาวเป็นการก่อเหตุด้วยการกัดที่หัวไหล่ของ จอร์จิโอ คิเอลลินี่ ทำให้หลังจากนั้นเจ้าตัวถูกโทษแบน 4 เดือน และ ห้ามลงสนามในเกมส์ทีมชาติถึง 9 นัด

ทั้งนี้ทีมชาติ อุรุกวัย ของ ซัวเรส ในปี 2014 ยังเก็บได้เพียง 3 คะแนนในรอบแบ่งกลุ่มหลังจากที่นัดแรกพวกเขาก็แพ้ให้กับ คอสตาริก้า ไป 1 – 3 และ ชนะทีมชาติ อังกฤษ ได้เพียง 1 นัดก่อนจะแพ้ให้กับทีมชาติ อิตาลีและ โคลอมเบีย ไปในที่สุด

โดยไฮไลท์สำคัญในเกมส์ที่พวกเขาพบกับทีมชาติ อิตาลี ในรอบแบ่งกลุ่มนัดที่สามที่ ซัวเรส ไปกัดใส่ไหล่ของ จอร์โจ้ คิเอลลินี่ จนเป็นเรื่องเป็นราวกันในเวลาต่อมา

ซัวเรส กล่าวถึงเหตุการณ์ที่เป็นเหมือนฝันร้ายในวันนั้นว่า “ผมสูญเสียความสมดุลของตัวเอง ผมทิ้งรอยช้ำขนาดเล็กบนไหล่ของเขา ในขนาดที่ผมก็ได้รับบากเจ็บที่ฟันของผมเช่นกัน

สำหรับ คิเอลลินี่ เจ้าตัวกล่าวว่า “ซัสเรส ทำมันอย่างน่าเกลียด และ เขารอดตัวไปได้ในเหตุการณ์นั้น เพราะ ฟีฟ่า ยังอยากให้เขาได้ลงสนามในเกมส์ต่อไป และ ผมไม่เห็นการลงโทษของเขาต่อความผิดในตอนนั้น และ ผมก็จะคอยดูว่าเขาจะหาหลังฐานทางวีดิโอในเรื่องนี้หรือไม่ แต่สุดท้ายผู้ตัดสินในเกมส์นั้นก็ปล่อยมันไป”

ทั้งนี้หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นทาง สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า ก็ได้ออกมาเปิดเผยในประเด็นดังกล่าวว่า จอร์โจ้ คิเอลลินี่ จะถูกจัดให้อยู่ในประเด็นเรื่องการกัดที่ ซัวเรส เคยก่อไว้เช่นเดียวกับเหตุการณ์ที่เจ้าจัวเคยกัดใส่ ออตแมน บัคคอล นักเตะของทีม พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น สมัยที่เจ้าตัวเคยค้าแข้งอยู่กับทีม อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม และ กัดใส่ บลานิสลาฟ อิวาโนวิช ของ เชลซี ตอนที่เจ้าตัวอยู่กับ ลิเวอร์พูล

ทำให้ในตอนนั้นดาวยิงทีมชาติ อุรุกวัย รายนี้ต้องถูกฟีฟ่าลงโทษแบนหนัก 4 เดือนจากความผิดดังกล่าวแต่อย่างไรก็ตามหลังจากนั้นทีม “เจ้าบุญทุ่ม” บาร์เซโลน่า ยอดทีมจากแดนกระทิงดุ ก็ยังได้จัดการทุ่มเงินก้อนโตกระชากตัวเขาจาก ลิเวอร์พูล ไปร่วมทีมในที่สุด

สำหรับวีรกรรมฉาวของกองหน้ารายนี้สมัยอยู่กับ ลิเวอร์พูล นอกจากการที่เจ้าตัวไปกัดใส่ บลานิสลาฟ อิวาโนวิช กองหลังของ เชลซี แล้วก็ยังเคยไปก่อเหตุเหยียดสีผิว ปาทริซ เอวรา กองหลังของทีม แมนฯยูไนเต็ด ในเกมส์แดงเดือดซึ่งหลังจากนั้นเจ้าตัวก็ถูกลงโทษห้ามลงสนาม 8 นัด และ แม้ว่าในปัจจุบันตั้งแต่ที่เจ้าตัวย้ายไปอยู่ในสเปน ซัวเรส จะเคยออกมาบอกว่าตัวเองโตขึ้น และ มีความสงบมากขึ้น แล้วก็ตาม

สำหรับ ซัวเรส เจ้าตัวสร้างชื่อเสียงกับ อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ก่อนจะถูกทีม ลิเวอร์พูล ในยุคของกุนซือ เคนนี่ ดัลกลิช ดึงตัวมาร่วมทีมก่อนจะไปสร้างวีรกรรมฉาวในนศึกฟุตบอลโลก 2010 รอบสุดท้าย ที่ประเทศแอฟริกาใต้ ด้วยการยกมือปัดบอลบนเส้นประตูของทีมในช่วงต่อเวลาพิเศษ แต่สุดท้ายก็เป็นทีมชาติ อุรุกวัย ที่ชนะจุดโทษ ผ่านเข้ารอบไปนั้นเองคล้ายกับเหตุการณ์หัตถ์พระเจ้าของ ดิเอโก มาราโดน่า ตำนานชาว อาร์เจนติน่า ในศึกฟุตบอลโลกปี 1986 รอบสุดท้าย ที่ประเทศเม็กซิโก

ซัวเรส กล่าวหลังเกมส์ในวันนั้นว่า “ผมพยายามทำทุกอย่างออกมาให้ดีที่สุด”

Check Also

ผู้ท้าชิงรางวัลโกลเด้น บอล – คีเลี่ยน เอ็มบัปเป้ , ลูก้า โมดริช และ อองตวน กรีซมันน์

ในการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายในครั้งนี้เราจะมาทำการประเมิณผู้ท้าชิงรางวัล โกลเด้น บอย หรือ รางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมในทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลก